แพทย์ชี้เทรนด์รักษาภูมิแพ้และอุจจาระร่วงในเด็กด้วยโพรไบโอติกส์ รักษาได้ผลดี ปลอดภัย มีผลวิจัยรับรอง

สถานการณ์โรคภูมิแพ้ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย น่าวิตกขึ้นเรื่อยๆ หากดูเฉพาะในประเทศไทยแล้วพบว่ามีผู้ป่วยโรคภูมิแพ้เพิ่มขึ้น 3-4 เท่าในรอบ 40 ปีที่ผ่านมา  โดยวงการแพทย์ทั่วโลกต่างพยายามศึกษาวิจัยมาโดยตลอดเพื่อค้นหาแนวทางการรักษาให้ดีขึ้น ล่าสุด เริ่มมีการเปิดเผยงานวิจัยต่างๆ ที่ทำให้แพทย์เห็นแนวโน้มที่ดีของการรักษาภูมิแพ้ที่ได้ผลดีและปลอดภัยต่อคนไข้ นั่นคือ การใช้โพรไบโอติกส์ หรือ จุลินทรีย์ชนิดดีมาช่วยในการรักษาภูมิแพ้ โดยเฉพาะภูมิแพ้ในเด็ก ซึ่งมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ  

สาเหตุของโรคภูมิแพ้ในเด็ก เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เริ่มตั้งแต่หญิงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะเมื่อมีอายุครรภ์น้อยกว่า 6 เดือน ได้รับหรือสัมผัสกับมลพิษ อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีมลพิษหรือมีฝุ่น PM2.5 หรือแม้แต่การใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษาโรคอย่างไม่เหมาะสมหรือมากเกินไป จนจุลินทรีย์ในร่างกายเสียสมดุลย์ และยิ่งโดยเฉพาะร่างกายของเด็กมีความเปราะบางและมีภูมิต้านทานน้อยกว่าผู้ใหญ่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แพทย์จึงต้องพยายามหาแนวทางการรักษาที่นอกจากจะได้ผลดีแล้ว ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหัวใจหลักด้วย 

 


“ที่ผ่านมาเราพบว่าเด็กเป็นโรคภูมิแพ้กันมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นแพ้อาหาร ภูมิแพ้จมูก หอบหืด  เมื่อวงการแพทย์เริ่มพบข้อมูลว่า โพรไบโอติกส์อาจนำมาใช้ป้องกันและรักษาโรคภูมิแพ้เพื่อลดความรุนแรงลงได้ โพรไบโอติกส์จึงเริ่มเป็นที่สนใจในวงการแพทย์เนื่องจากมีงานวิจัยรับรองว่าใช้ได้ผลจริง  ประเทศต่างๆ ในยุโรปมีการใช้โพรไบโอติกส์เป็นยาและเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งในส่วนของชาวยุโรปเองก็ค่อนข้างมีความรู้ว่า การใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่ถูกต้องจะส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกาย โดยเฉพาะการเสียสมดุลของจุลินทรีย์ที่ดีในร่างกาย  ดังนั้น เวลาเจ็บป่วยหรือไม่สบาย ก็จะใช้โพรไบโอติกส์ในการรักษามากกว่าการใช้ยาปฏิชีวนะ” รศ.พญ.วรนุช จงศรีสวัสดิ์ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าว

ล่าสุดในงานประชุมนานาชาติครั้งล่าสุดที่จัดขึ้นในไทยภายใต้หัวข้อ “การใช้จุลินทรีย์ที่อยู่ในรูปแบบโพรไบโอติกส์เพื่อรักษาแบบเจาะจง” ซึ่งถือว่าเป็นงานประชุมนานาชาติครั้งแรกที่มีการนำผลงานวิจัยในหัวข้อนี้มานำเสนอและแลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกันของวงการแพทย์ในงานเดียว  ที่น่าสนใจคือ มีงานวิจัยหลายชิ้นพบหลักฐานรับรองมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า โพรไบโอติสก์สามารถนำมาใช้รักษาโรคภูมิแพ้ได้ผลดีและปลอดภัย และยังมีหลักฐานรับรองอีกว่า โพรไบโอติกส์ช่วยรักษาโรคอุจจาระร่วงในเด็กให้หายได้เร็วขึ้น แต่ผู้ปกครองควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับข้อจำกัดในการใช้โพรไบโอติกส์ในเด็กคลอดก่อนกำหนด รวมถึงการพิจารณาเลือกใช้ผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกส์ที่มีงานวิจัยรองรับ การพิจารณาเลือกสายพันธุ์ของโพรไบโอติกส์ที่มีผลต่อการรักษาที่แตกต่างกัน ตลอดจนเลือกผลิตภัณฑ์ที่สามารถคงชีวิตของสายพันธุ์ได้ตลอดอายุการใช้งานที่กำหนดไว้ 

มีการเปิดเผยงานวิจัยหลายชิ้นในงานนานาชาติครั้งนี้ที่พบว่า โพรไบโอติกส์ สามารถนำมาใช้รักษาโรคลำไส้อักเสบและลำไส้แปรปรวนได้ผลดี  โดยนายแพทย์ Toshifumi Hibi ผู้อำนวยการศูนย์การวิจัยและรักษากลุ่มโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง มหาวิทยาลัยคิตะซาโตะ ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่า โพรไบโอติกใช้บำบัดรักษากลุ่มโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังได้ แต่ผู้ป่วยควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกส์สายพันธุ์ที่สามารถออกฤทธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อลำไส้ และเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบทางการแพทย์แล้ว  สอดคล้องกับนายแพทย์ Robert Zeiser จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยไฟร์บวร์ก ประเทศเยอรมนี ซึ่งพบว่า การรักษาโรคลำไส้แปรปรวนด้วยโพรไบโอติกส์ให้ผลน่าพอใจและส่งผลดีต่อร่างกาย เนื่องจากช่วยปรับสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้  ในขณะที่นายแพทย์ Peter Gibson หัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาทางเดินอาหาร มหาวิทยาลัยโมนาช ประเทศออสเตรเลีย เสริมว่า โพรไบโอติกส์ช่วยคลายเครียด ส่งผลให้ระบบทางเดินอาหารทำงานเป็นปกติ ช่วยลดปัญหาเกี่ยวกับระบบขับถ่าย ท้องผูก ท้องเสียได้อีกทางหนึ่ง  

ปัจจุบัน จุลินทรีย์โพรไบโอติกส์ที่มีการนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์เพื่อรักษาภูมิแพ้ ได้แก่สายพันธุ์ Lactobacillus Acidophilus NCFM และ Bifidobacterium Lactis BL-04 เนื่องจากมีความปลอดภัยและมีงานวิจัยรับรองว่ารักษาได้ผลดีว่าช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน ลดโอกาสการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ และสามารถช่วยกำจัดเชื้อจุลินทรีย์ชนิดที่ก่อโรคในลำไส้ได้  นอกจากนี้ยังมีโพรไบโอติกส์สายพันธุ์ Escherichia coli 1017 (E. coli 1917) ที่ถูกนำมาใช้เป็นผลิตภัณฑ์รักษาโรคอุจจาระร่วงในเด็กที่ได้ผลดีและมีงานวิจัยทางการแพทย์รับรองด้วยเช่นกัน 

การใช้โพรไบโอติกส์ในการรักษาโรค โดยเฉพาะภูมิแพ้และอุจจาระร่วงในเด็ก จึงนับเป็นมิติใหม่ในการรักษาที่แพทย์ทั่วโลก รวมถึงแพทย์ไทย ให้ความสนใจและมีการส่งเสริมกันมากขึ้นเพราะปลอดภัยและมีงานวิจัยรับรอง อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองควรเน้นแนวทางการป้องกัน ซึ่งจำเป็นต้องสังเกตและหลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือได้รับสิ่งที่อาจกระตุ้นให้เด็กเกิดโรคภูมิแพ้ รวมถึงให้เด็กรับประทานอาหารปรุงสุกและสะอาดทุกครั้งเพื่อป้องกันการรับเชื้อปนเปื้อนในน้ำอาหารที่รับประทานทุกครั้ง  

 

 

 

Visitors: 289,748